แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้เรื่องโรค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้เรื่องโรค แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์, ธันวาคม 27, 2563

ด้วยสถาณการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส โควิด-19 ในปัจจุบันเพิ่มขึ้น และกระจายตัวอย่างรวดเร็ว

โรงพยาบาลนาแห้ว จึง

ขอความร่วมมือผู้รับบริการ
สวมหน้ากากอนามัย หรือ หน้ากากผ้าตลอดเวลา    

และให้ข้อมูลที่เปิดจริง ไม่ปกปิดข้อมูล
ให้ความร่วมมือในการตรวจรักษา เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง 
และบุคคลรอบข้าง 
ด้วยความปรารถนาดีจาก โรงพยาบาลนาแห้ว
สอบถามรายละเอียด 042897039
 
 

ด้วยสถาณการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส โควิด-19 ในปัจจุบันเพิ่มขึ้น และกระจายตัวอย่างรวดเร็ว

โรงพยาบาลนาแห้ว จึง

ขอความร่วมมือผู้รับบริการ
สวมหน้ากากอนามัย หรือ หน้ากากผ้าตลอดเวลา    

และให้ข้อมูลที่เปิดจริง ไม่ปกปิดข้อมูล
ให้ความร่วมมือในการตรวจรักษา เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง 
และบุคคลรอบข้าง 
ด้วยความปรารถนาดีจาก โรงพยาบาลนาแห้ว
สอบถามรายละเอียด 042897039
 
 

วันอาทิตย์, มีนาคม 22, 2563


ประกาศ. ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป
ขอให้ประชาชนที่เดินทางจากกรุงเทพฯและปริมณฑล
ที่เดินทางเข้าพื้นที่อำดภอนาแห้ว แจ้งข้อมูลของท่านต่อเจ้าหน้าที่
 โดยการ สแกน คิวอาร์โคด



หรือ คลิ๊ก ลิ้งค์ เพื่อลงทะเบียน


ติดตาม สถานการณ์และคำแนะนำ ได้ที่
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 


ด้วยความปรารถนาดีจาก โรงพยาบาลนาแห้ว








ประกาศ. ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป
ขอให้ประชาชนที่เดินทางจากกรุงเทพฯและปริมณฑล
ที่เดินทางเข้าพื้นที่อำดภอนาแห้ว แจ้งข้อมูลของท่านต่อเจ้าหน้าที่
 โดยการ สแกน คิวอาร์โคด



หรือ คลิ๊ก ลิ้งค์ เพื่อลงทะเบียน


ติดตาม สถานการณ์และคำแนะนำ ได้ที่
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 


ด้วยความปรารถนาดีจาก โรงพยาบาลนาแห้ว







วันพุธ, เมษายน 10, 2562

ความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สำคัญทางสาธารณสุขที่ควรได้รับการเอาใจใส่ดูแล เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองและโรคไตวายระยะสุดท้าย  พื้นฐานการดูแลสุขภาพที่สำคัญสำหรับการควบคุมความดันโลหิตสูง ได้แก่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพของตนเองและการรักษาโดยการรับประทานยา  การดูแลสุขภาพดังกล่าวจะทำให้ผู้มีภาวะความดันโลหิตสูงมีสุขภาพที่ดีและสามารถอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุข
ความหมายของความดันโลหิต


“ความดันโลหิต” เป็นแรงดันที่ผลักต้านภายในหลอดเลือดในระบบไหลเวียนโลหิต  มีค่าตัวเลข 2 ค่า ได้แก่
  • ความดันโลหิตซีสโตลิก เป็นค่าความดันขณะที่หัวใจบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • ความดันโลหิตไดแอสโตลิก เป็นค่าความดันขณะหัวใจคลายตัว
ดังนั้นการรายงานผลความดันโลหิตจึงประกอบด้วยตัวเลข 2 ตัวเสมอ เช่น วัดความดันโลหิตได้ 120/80 มิลลิเมตรปรอท
ความหมายของค่าความดันโลหิตแต่ละระดับ
ความดันโลหิตซีสโตลิก (มิลลิเมตรปรอท)
  • น้อยกว่า 120 ความดันโลหิตปกติ
  • 120-139 ระดับก่อนการเป็นความดันโลหิตสูง
  • 140 ขึ้นไป ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตไดแอสโตลิก (มิลลิเมตรปรอท)
  • น้อยกว่า 80 ความดันโลหิตปกติ
  • 80-89 ระดับก่อนการเป็นความดันโลหิตสูง
  • 90 ขึ้นไป ความดันโลหิตสูง
อย่างไรก็ตามจากการแนวปฏิบัติสำหรับการป้องกัน การค้นหา การประเมินและการจัดการของระดับความดัน
โลหิตสูงในผู้ใหญ่ ปี ค.ศ.2017 ได้มีการปรับเปลี่ยนจุดตัดของการวินิจฉัยภาวะความดันโลหิตสูง โดยใช้จุดตัด 130/80 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากแนวปฏิบัติดังกล่าว
สาเหตุของภาวะความดันโลหิตสูง
ภาวะความดันโลหิตสูง ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยร่วมบางอย่างที่ทำให้ความดันโลหิตสูง โดยมากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจะไม่ทราบสาเหตุ แต่อาจเกิดจาก 2 ปัจจัยคือ พันธุกรรมและพฤติกรรม และน้อยกว่าร้อยละ 10 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเป็นความดันโลหิตสูงชนิดที่ทราบสาเหตุ เช่น ความดันโลหิตสูงจากการใช้ยาคุมกำเนิดบางชนิด หรือการเกิดเนื้องอกของต่อมหมวกไต เป็นต้น
การดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
อาหาร
หากรับประทานเนื้อสัตว์ ควรเป็นเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และควรรับประทานผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพราะผลไม้หลายชนิดมีรสหวาน หากเลือกรับประทานนมควรเป็นนมไขมันต่ำ
การออกกำลังกาย
ควรเลือกออกกำลังกายแบบแอโรบิค(Aerobic exercise) หรือการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง ระดับการออกกำลังกายที่สามารถออกได้ คือเบาถึงปานกลาง หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักหรือหักโหม
บุหรี่และสุรา
ควรงดสูบบุหรี่และงดดื่มสุรา เนื่องจากทั้งบุหรี่และสุราส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพและระดับความดันโลหิต
การใช้ยา
รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปรับยาเอง การรับประทานยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้รักษา
ควบคุมน้ำหนัก
พยายามควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสม
ข้อมูลจากรายการ Rama Square ช่วง Daily Expert ควรดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อเป็น “ความดันโลหิตสูง” วันที่ 3 เมษายน 2560
ผศ. ดร.สิริรัตน์ ลีลาจรัส อาจารย์พยาบาล โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สำคัญทางสาธารณสุขที่ควรได้รับการเอาใจใส่ดูแล เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองและโรคไตวายระยะสุดท้าย  พื้นฐานการดูแลสุขภาพที่สำคัญสำหรับการควบคุมความดันโลหิตสูง ได้แก่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพของตนเองและการรักษาโดยการรับประทานยา  การดูแลสุขภาพดังกล่าวจะทำให้ผู้มีภาวะความดันโลหิตสูงมีสุขภาพที่ดีและสามารถอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุข
ความหมายของความดันโลหิต


“ความดันโลหิต” เป็นแรงดันที่ผลักต้านภายในหลอดเลือดในระบบไหลเวียนโลหิต  มีค่าตัวเลข 2 ค่า ได้แก่
  • ความดันโลหิตซีสโตลิก เป็นค่าความดันขณะที่หัวใจบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • ความดันโลหิตไดแอสโตลิก เป็นค่าความดันขณะหัวใจคลายตัว
ดังนั้นการรายงานผลความดันโลหิตจึงประกอบด้วยตัวเลข 2 ตัวเสมอ เช่น วัดความดันโลหิตได้ 120/80 มิลลิเมตรปรอท
ความหมายของค่าความดันโลหิตแต่ละระดับ
ความดันโลหิตซีสโตลิก (มิลลิเมตรปรอท)
  • น้อยกว่า 120 ความดันโลหิตปกติ
  • 120-139 ระดับก่อนการเป็นความดันโลหิตสูง
  • 140 ขึ้นไป ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตไดแอสโตลิก (มิลลิเมตรปรอท)
  • น้อยกว่า 80 ความดันโลหิตปกติ
  • 80-89 ระดับก่อนการเป็นความดันโลหิตสูง
  • 90 ขึ้นไป ความดันโลหิตสูง
อย่างไรก็ตามจากการแนวปฏิบัติสำหรับการป้องกัน การค้นหา การประเมินและการจัดการของระดับความดัน
โลหิตสูงในผู้ใหญ่ ปี ค.ศ.2017 ได้มีการปรับเปลี่ยนจุดตัดของการวินิจฉัยภาวะความดันโลหิตสูง โดยใช้จุดตัด 130/80 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากแนวปฏิบัติดังกล่าว
สาเหตุของภาวะความดันโลหิตสูง
ภาวะความดันโลหิตสูง ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยร่วมบางอย่างที่ทำให้ความดันโลหิตสูง โดยมากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจะไม่ทราบสาเหตุ แต่อาจเกิดจาก 2 ปัจจัยคือ พันธุกรรมและพฤติกรรม และน้อยกว่าร้อยละ 10 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเป็นความดันโลหิตสูงชนิดที่ทราบสาเหตุ เช่น ความดันโลหิตสูงจากการใช้ยาคุมกำเนิดบางชนิด หรือการเกิดเนื้องอกของต่อมหมวกไต เป็นต้น
การดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
อาหาร
หากรับประทานเนื้อสัตว์ ควรเป็นเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และควรรับประทานผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพราะผลไม้หลายชนิดมีรสหวาน หากเลือกรับประทานนมควรเป็นนมไขมันต่ำ
การออกกำลังกาย
ควรเลือกออกกำลังกายแบบแอโรบิค(Aerobic exercise) หรือการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง ระดับการออกกำลังกายที่สามารถออกได้ คือเบาถึงปานกลาง หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักหรือหักโหม
บุหรี่และสุรา
ควรงดสูบบุหรี่และงดดื่มสุรา เนื่องจากทั้งบุหรี่และสุราส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพและระดับความดันโลหิต
การใช้ยา
รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปรับยาเอง การรับประทานยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้รักษา
ควบคุมน้ำหนัก
พยายามควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสม
ข้อมูลจากรายการ Rama Square ช่วง Daily Expert ควรดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อเป็น “ความดันโลหิตสูง” วันที่ 3 เมษายน 2560
ผศ. ดร.สิริรัตน์ ลีลาจรัส อาจารย์พยาบาล โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

น้ำตาลในเครื่องดื่ม



พวกเรารู้กันดีอยู่แล้วว่า น้ำตาลที่เหลือใช้ จะถูกเก็บไว้ในรูปของไขมันเป็นแหล่งสุดท้าย ซึ่งเป็นศัตรูกับการลดน้ำหนักของเราอย่างยิ่ง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานอีกด้วย

จึงต้องหัดสังเกตุว่า น้ำตาลซ่อนอยู่ที่ไหนได้บ้าง ในที่นี้เราจะพูดถึงแต่น้ำตาลที่ต้องเติมต่างหาก ไม่พูดถึงแป้ง หรือน้ำตาลในผลไม้นะ
เรามีโอกาสกินน้ำตาลโดยไม่รู้สึกตัวได้จาก เครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยว กับข้าว ขนมต่างๆ รวมถึงขนมปัง เค้ก ไอศครีม แต่ที่น่าจะเป็นแหล่งน้ำตาล ที่เราแทบไม่รู้สึกตัวเลยก็คือ น้ำตาลในเครื่องดื่ม

ตารางเปรียบเทียบการจำกัดปริมาณน้ำตาลเทียบกับความต้องการพลังงาน
จำกัดปริมาณ
น้ำตาลไม่เกิน
คนที่มีความต้องการ
พลังงานต่อวัน
4 ช้อนชา1600 แคลอรี่
 6 ช้อนชา1800 แคลอรี่
 8 ช้อนชา2000 แคลอรี่

นฉลากไม่ได้ระบุเป็นช้อนชา

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าน้ำตาลมันเยอะเกินไปมั้ย มีวิธีคำนวณอย่างไร ในเมื่อในฉลากไม่ได้ระบุเป็นช้อนชา
ทางองค์การอนามัยโลก ได้มีการกำหนดการบริโภคน้ำตาลว่า ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน หรือคิดเป็น 5% ของความต้องการพลังงานต่อวัน
แต่จริงๆแล้วโควต้าน้ำตาลจะอยู่ที่ 10% ของความต้องการพลังงานต่อวัน
แต่ที่คิดแค่ 6 ช้อนชา หรือ 5% เพราะเผื่อไว้สำหรับการได้รับน้ำตาลจากอาหารอื่นๆอีก โดยไม่ทราบปริมาณด้วย (อ้างอิงจาก กรมอนามัย)

จะรู้ได้ยังไงว่ามีน้ำตาลกี่ช้อนชา

ก่อนอื่นต้องจำไว้ก่อนว่า น้ำตาล 1 ช้อนชา เท่ากับ 4 กรัม (อ้างอิงจาก กรรมติดปลายช้อน)
เช่นเครื่องดื่มขวดนั้นระบุว่า มีน้ำตาล 24 กรัม แปลว่า เครื่องดื่มทั้งขวดนั้นมีน้ำตาลอยู่ 6 ช้อนชา
แต่ถ้าเครื่องดื่มนั้นไม่ได้ระบุจำนวนกรัม แต่ระบุเป็นเปอร์เซ็นต์แทน
เช่น เครื่องดื่มทั้งขวด 230 มล. มีน้ำตาล 10% ก็หมายถึง  เครื่องดื่มนี้มีน้ำตาลเท่ากับ 230 x 0.10 = 23 มล. (แล้วจะแปลงเป็นกรัมยังไง?)


วิธีคำนวณหาปริมาณน้ำตาล

(ไม่ชอบคำนวณข้ามย่อหน้านี้ไปได้เลยนะคะ)
1 มิลลิลิตร เท่ากับ 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร ความหนาแน่นของน้ำตาลทราย = 1.587 g/cm3
ดังนั้น น้ำตาลทราย 1 มิลลิลิตร เท่ากับ 1.587 กรัม (อ้างอิงจากwikipedia.org)
แปลว่า ถ้าเครื่องดื่มปริมาตร 230 มิลลิลิตร มีน้ำตาล 10%
หมายความว่าจะมีน้ำตาล  23 มิลลิลิตร หรือเท่ากับ 23 x 1.587 = 36.5 กรัม คิดเป็น 9.125 ช้อนชา

สรุปวิธีคำนวณหาปริมาณน้ำตาล

กรณีจะแปลงกรัมเป็นช้อนชา

ปริมาณของน้ำตาล(ช้อนชา) = ปริมาณน้ำตาล(กรัม) / 4
(อย่าลืมดูต่อหน่วยบริโภคด้วย)

กรณีเปอร์เซ็นต์แปลงเป็นช้อนชา

ปริมาตรของน้ำตาล(มล.) = ปริมาตรของเครื่องดื่ม(มล.) x เปอร์เซ็นต์ของน้ำตาล
ปริมาณของน้ำตาล(กรัม) = ปริมาตรของน้ำตาล(มล.) x 1.587
ปริมาณของน้ำตาล(ช้อนชา) = ปริมาณของน้ำตาล(กรัม) / 4

จริงๆแล้ว เราไม่จำเป็นต้องท่องจำว่าอะไรมีน้ำตาลเท่าไหร่  เพียงแค่รู้วิธีคำนวณ รู้หลักการข้างต้น  ก็สามารถรู้ปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มที่เราจะดื่มได้แล้ว
แต่ก็ได้มีการรวบรวมปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม ที่เราดื่มกันเป็นประจำไว้ดังนี้ (จากเวปหมอชาวบ้าน)

ตารางปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม
เครื่องดื่มน้ำตาล
(ช้อนชา)
กาแฟกระป๋อง (180 มล.)4-5
เครื่องดื่มช็อคโกแลต 3in1 (1ซอง)4-5
นมเปรี้ยว 1 กล่อง (180 มล.)4-5
น้ำอัดลมโคล่า 1 กป. (325 มล.)8-9
น้ำอัดลมรสส้ม 1 กป. (325 มล.)9-10
รู้ดเบียร์ 1 กระป๋อง (325 มล.)14-15
ชาเขียวต้นตำรับ 1 ขวด (500 มล.)9-10
ชามะนาว 1 ขวด (500 มล.)10-11
ชานม 1 ขวด (500 มล.)10-11
เครื่องดื่มชูกำลัง 1 ขวด (150 มล.)5-6

ตารางปริมาณน้ำตาลในขนมหวาน
ขนมหวานน้ำตาล
(ช้อนชา)
ทองหยิบ 1 ชิ้น (2.5×4ซม.)2-3
ฝอยทอง 1 ชิ้น (8×4ซม.)2-3
ขนมชั้น 1 ชิ้น (3.6×4.5×3ซม.)2-3
ขนมเปียกปูน 1 ชิ้น (3.2×3.5×4ซม.)5-6
กล้วยไข่เชื่อม 1 ลูก (2.5×7ซม.)1-2
เผือกเชื่อม 1 ชิ้น (6x3x2.5ซม.)6-7
ตะโก้เผือก 1 ชิ้น (4x4x5ซม.)1-2
ข้าวเหนียวมูน 100 กรัม 4-5
ขนมหม้อแกงเผือก 100 กรัม7-8
ขนมกล้วย 1/4 ถ้วย (50 กรัม)1-2
กล้วยบวชชี 1 ถ้วย (220 กรัม)7-8
บัวลอยเผือก 1 ถ้วย (220 กรัม)7-8

เห็นมั้ยว่าบางที เราก็รู้สึกว่ามันไม่หวานเท่าไหร่ แต่พอคำนวณออกมาแล้ว แค่เครื่องดื่มขวดเดียวก็หมดโควต้าไปแล้ว หรือขนมบางอย่าง  เช่นขนมเปียกปูแค่ชิ้นเดียว มีน้ำตาลถึง 5-6 ช้อนชาเลยทีเดียว
(เขาคงไม่ได้พิมพ์ผิดใช่มั้ย มันเยอะจนไม่น่าเชื่อเลย)  ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเราถึงอ้วนกันง๊ายง่าย เป็นเบาหวานกันเต็มบ้านเต็มเมือง
ส่วนตัวแอดมินเอง ก็เป็นคนชอบของหวานเหมือนกัน แต่จะใช้วิธีทานผักเข้าไปก่อน จะได้ซึมซับน้ำตาลได้บ้าง แล้วพยายามทานแค่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น
หรือพยายามทานผลไม้รสหวาน แทนที่จะทานขนมหวานๆ แม้ว่าการไม่ทานหวานๆเลยจะดีกว่า แต่สำหรับคนติดหวาน มันก็เหมือนเป็นกำลังใจเล็กๆ  ที่ต้องควบคุมปริมาณให้ได้ด้วย

สายตรงผู้อำนวยการ

สายตรงผู้อำนวยการ
นพ.อมร จันทร์ดำ โทร 081-3202597 ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนาแห้ว

About Me

authorโรงพยาบาลนาแห้ว โทร 042897039 อีเมล์ nahaeo2@gmail.com
Learn More →

Facebook

Popular Posts

Blog Archive

Connect With us

สถิติ